หัวข้อบทวิเคราะห์

ทั้งหมด 4 หน้า

AI
AI Summary

บทสรุปจาก AI อ้างอิงโดยบทวิเคราะห์

Yuanta CIO คงน้ำหนัก Slightly Overweight ในหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยเน้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI เป็นหลัก ขณะที่หุ้นยุโรปถูกปรับลดเป็น Slightly Underweight จาก valuation ที่แพงและการปรับกำไรที่อ่อนแอ

หุ้นจีนคงที่ Neutral รอสัญญาณกำไรผ่านจุดต่ำสุด ส่วนหุ้นไทยปรับเป็น Neutral แนะนำทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัวในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ

ภาพรวมตราสารทุน

ในเดือนกรกฎาคม 2569 Yuanta CIO คงน้ำหนัก Slightly Overweight ในหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยเน้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI infrastructure เป็นแกนหลักของ Satellite portfolio ขณะที่หุ้นยุโรปถูกปรับลดน้ำหนักเป็น Slightly Underweight เนื่องจาก valuation เทียบสหรัฐฯ อยู่ในโซนแพงและการปรับประมาณการกำไรยังอ่อนแอกว่าโดยเปรียบเทียบ หุ้นจีนคงที่ Neutral รอยืนยันว่ากำไรผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และหุ้นไทยถูกปรับเป็น Neutral พร้อมคำแนะนำทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัวมากกว่าการไล่ซื้อทั้งตลาด

 

หุ้นสหรัฐฯ (US Equity)Slightly Overweight

ภาพรวม: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แกว่งตัวผันผวนในกรอบ 7,200–7,500 จุดตลอดเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังตลาดขาดปัจจัยบวกใหม่ โดยการเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาครายวัน ทั้งประเด็นสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ และการเข้ารับตำแหน่งของประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh ที่สร้างความผันผวนตามที่ Yuanta CIO ประเมินไว้ ประกอบกับ Dot plot ที่ Hawkish มากขึ้นและการสื่อสารที่น้อยลง

ปัจจัยสนับสนุน

  • ผู้บริหารในกลุ่มเทคโนโลยีให้ Guidance เชิงบวกสำหรับการเติบโตของกำไรตลาดแบบ Bottom-Up อย่างต่อเนื่อง โดย Positive Guidance ใน 2Q26 อยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีและ 10 ปี
  • Valuation ปรับมาซื้อขายบน forward PER ระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี ทำให้เป็นจังหวะทยอยสะสมในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ
  • ช่วงการรายงานผลประกอบการ 2Q26 มีแนวโน้มให้กลุ่มเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนกำไรตลาดต่อเนื่อง

ปัจจัยเสี่ยง

  • หากกำไรกลุ่ม Technology อ่อนตัวลงจาก CAPEX ของกลุ่ม Hyperscaler ที่ชะลอตัว อาจทำให้หุ้นกลุ่มนี้เสี่ยงถูก De-rating ในระยะสั้น
  • Yuanta CIO เริ่มเห็นแรงเก็งกำไรบางส่วนใน Leveraged ETF ซึ่งอาจทำให้ความผันผวนยังสูงแม้ valuation จะไม่ใช่ประเด็นหลัก

แนวโน้ม/กลยุทธ์: แนะนำ Rebalance และล็อคกำไรบางส่วนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เพื่อควบคุมสัดส่วนให้อยู่ในช่วง 5–10% และกระจายความเสี่ยงเพิ่มเติมเข้ากลุ่ม Software โดยอาศัยจังหวะที่ตลาดแกว่งตัวปรับฐานเป็นจังหวะสะสม ทั้งนี้หุ้น NVDA19 ยังซื้อขายบน forward PER 22 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี สินทรัพย์ที่แนะนำ ได้แก่ SMH (ETF), SCBSEMI(A), NVDA19, IGV, MSFT19, ORCL19 และ PLTR06

Global Equity Forward PE Band Comparison

รูป: Global Equity Forward PE Band Comparison

 

หุ้นยุโรป (EU Equity)Slightly Underweight

ภาพรวม: ตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัวต่อในเดือนมิถุนายน โดยแรงกดดันจากราคาพลังงานและสงครามตะวันออกกลางเริ่มคลายลงในช่วงปลายเดือน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยี กลุ่ม AI infrastructure และธนาคารบางส่วนช่วยหนุนตลาด อย่างไรก็ดี ECB ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายนเพื่อสกัดเงินเฟ้อจากพลังงาน และปรับประมาณการเงินเฟ้อขึ้น ทำให้นโยบายการเงินยังไม่กลับเป็น tailwind เต็มตัว

ปัจจัยสนับสนุน

  • เงินเฟ้อยูโรโซนเดือนมิถุนายนลดลงมาอยู่ที่ 2.8% จาก 3.2% ในเดือนพฤษภาคม โดยเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลีชะลอลงมากกว่าคาดจากราคาพลังงานที่ลดลง ลดความจำเป็นที่ ECB จะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยต่อ
  • Sector leadership กว้างขึ้นจาก AI infrastructure, semiconductor, grid/data center, ธนาคาร และกลาโหม โดย Chips Act 2.0 เป็น policy tailwind ใหม่ของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ และ UK Defence Investment Plan วางเป้าเพิ่มงบเป็นเกือบ £80bn ต่อปีภายใน 2029 และ 2.7% ของ GDP

ปัจจัยเสี่ยง

  • ECB ขึ้นดอกเบี้ยแล้วและยังประเมินว่าเงินเฟ้อปี 2026–2027 จะสูงกว่าที่เคยคาด หากราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้นจากความเสี่ยงตะวันออกกลาง ECB อาจต้องคงท่าทีเข้มงวดนานกว่าที่ตลาดหวัง
  • การปรับขึ้นของตลาดในเดือนมิถุนายนยังพึ่งพากลุ่มนำค่อนข้างชัด ขณะที่ luxury และ auto ยังถูกกดดันจากจีนและ demand โลกที่ไม่แข็งแรงพอ
  • Valuation เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ อยู่ในโซนแพง ขณะที่การปรับประมาณการกำไรยังอ่อนกว่าโดยเปรียบเทียบ

แนวโน้ม/กลยุทธ์: คงมุมมอง Slightly Underweight ในหุ้นยุโรปสำหรับการลงทุนในอีก 12 เดือนข้างหน้า

EU Equity Slightly Underweight Strategy Overview

รูป: EU Equity Slightly Underweight Strategy Overview

 

หุ้นญี่ปุ่น (JP Equity)Slightly Overweight

ภาพรวม: ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเดือนมิถุนายนยังได้แรงหนุนจาก earnings revision ที่เริ่มฟื้น แม้ TOPIX ซื้อขายแพงเมื่อเทียบกับ ACWI ex U.S. โดยแรงหนุนหลักยังมาจาก AI/Semiconductors และ financials ขณะที่ภาพเศรษฐกิจจริงดีขึ้นจากการบริโภคและการส่งออก รัฐบาลปรับมุมมองเศรษฐกิจเดือนมิถุนายนเป็นบวกขึ้น ด้านค่าจ้าง real wage เดือนเมษายนโตต่อเนื่องและ Shunto ปี 2026 ยังสูงกว่า 5% เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน

ปัจจัยสนับสนุน

  • 3m earnings revision เริ่มกลับมาดีขึ้น ลดความเสี่ยงที่ตลาดจะถูกมองว่าแพงจาก multiple expansion เพียงอย่างเดียว หาก earnings momentum ในกลุ่ม AI/Semiconductors และ financials ต่อเนื่อง valuation มีโอกาสถูกลดลงผ่าน EPS ที่ปรับขึ้น
  • รัฐบาล Takaichi เปิด policy blueprint ใหม่เน้น multi-year investment ในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น AI, semiconductors และ space พร้อมเป้าหมายดึงเงินลงทุนภาครัฐและเอกชนมากกว่า 370 ล้านล้านเยนภายใน FY2040
  • TOPIX EPS และ wage growth เดินในทิศทางเดียวกัน สนับสนุน thesis ว่ากำลังซื้อและกำไรบริษัทญี่ปุ่นยังมีโอกาสเดินต่อพร้อมกัน โดย TOPIX Best EPS ล่าสุดฟื้นขึ้นสู่ระดับ 235

ปัจจัยเสี่ยง

  • BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเป็น 1.0% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี และส่งสัญญาณว่ายังต้องจับตาเงินเฟ้อที่อาจสูงกว่าเป้าหมาย ทำให้ตลาดต้องประเมินความเสี่ยง policy mistake มากขึ้น
  • เงินเยนอ่อนลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีใกล้ 163 เยนต่อดอลลาร์ ทำให้ต้นทุนนำเข้าและความเสี่ยงแทรกแซงค่าเงินกลับมา ขณะที่ JGB yield ยังอยู่ระดับสูง

แนวโน้ม/กลยุทธ์: คงมุมมอง Slightly Overweight ต่อหุ้นญี่ปุ่นใน 12 เดือนข้างหน้า โดยเน้น financials และหุ้น domestic demand ที่ได้ประโยชน์จาก wage growth ที่เติบโตต่อเนื่อง และกลุ่ม AI/Semiconductors ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการ AI ที่แข็งแกร่ง พร้อมแรงสนับสนุนจากนโยบายการคลังระยะยาว

Japan Equity Slightly Overweight BOJ Risk

รูป: Japan Equity Slightly Overweight BOJ Risk

 

หุ้นจีน (CN Equity)Neutral

ภาพรวม: เศรษฐกิจจีนล่าสุดสะท้อนภาพ two-speed economy ชัดเจนมากขึ้น โดยภาคการผลิตเริ่มกลับมาขยายตัว แต่การบริโภคในประเทศและอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นจุดอ่อนหลัก PMI ภาคการผลิตเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 50.3 กลับมาเหนือระดับ 50 ขณะที่ Non-manufacturing PMI อยู่ที่ 50.2 และ Composite PMI อยู่ที่ 50.6 แรงหนุนหลักมาจาก high-tech manufacturing / AI-related exports มากกว่าการฟื้นตัวของ domestic demand

ปัจจัยสนับสนุน

  • การจัดสรรงบประมาณใหม่ตามนโยบาย AI+ หลังการประชุม Politburo ช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา อาจเป็นแรงหนุนทางบวกกับ supply chain AI ของจีนในประเทศ
  • กลุ่มที่ได้ประโยชน์สอดคล้องกับนโยบายระยะยาวของจีน ได้แก่ semiconductor localization, industrial automation, AI infrastructure, grid และ high-end equipment โดยมีโอกาสที่รัฐบาลจีนจะใช้นโยบาย Support กลุ่มดังกล่าว
  • Valuation เริ่มสะท้อนปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น โดย MSCI China forward P/E ฟื้นตัวจากระดับใกล้ -2SD กลับสู่บริเวณค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 10–11 เท่า

ปัจจัยเสี่ยง

  • ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเป็น overhang สำคัญ โดย investment ภาคอสังหาริมทรัพย์ลดลงแรง และราคาบ้านมือสองใน 100 เมืองลดลง 0.42% MoM ในเดือนมิถุนายน เร็วขึ้นจากเดือนก่อนหน้า
  • ความเสี่ยง deflation / price war ยังมีอยู่ เพราะ factory gate prices และ pricing power ในหลายอุตสาหกรรมยังถูกกดดัน แม้ปริมาณการผลิตในบางกลุ่มจะขยายตัว

แนวโน้ม/กลยุทธ์: คงคำแนะนำ Neutral สำหรับ Satellite portfolio ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า โดย Key สุดท้ายคือการรายงานผลประกอบการ ซึ่ง Yuanta CIO อยากเห็นสัญญาณกำไรผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วก่อนปรับเพิ่มน้ำหนัก

MSCI China Forward PE Band Jul 2021–2026

รูป: MSCI China Forward PE Band Jul 2021–2026

 

หุ้นไทย (TH Equity)Neutral

ภาพรวม: ตลาดหุ้นไทยใน 2Q26 ฟื้นตัวเด่น โดย SET Index ปรับขึ้นราว 7% QTD และ SET50 ปรับขึ้นราว 5% QTD หลังความตึงเครียดตะวันออกกลางคลี่คลายเร็วกว่าคาด ราคาน้ำมันอ่อนตัวลง และกระแส AI/Data Center ช่วยหนุน sentiment ของสินทรัพย์เสี่ยง Yuanta ปรับเป้าหมาย SET Index กลางปี 2027 เป็น 1,650 จุด จากเดิม 1,560 จุด อิง EPS ที่ 97 บาท/หุ้น และ PER 17.0 เท่า หรือราว +0.5 S.D. ของค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง โดยมี Upside จากระดับปัจจุบันราว 6–7% และคาด Dividend Yield เฉลี่ยราว 4% ต่อปี

ปัจจัยสนับสนุน

  • แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน การส่งออกที่ยังโตดี และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด ส่งผลบวกต่อธนาคารพาณิชย์, โรงไฟฟ้า, นิคมอุตสาหกรรม, รับเหมาก่อสร้าง, วัสดุก่อสร้าง และสื่อสาร
  • Policy Momentum ใน 3Q26 จากการเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐช่วงปลายปีงบประมาณ, โครงการไทยช่วยไทยพลัส, TISA, BOI Fast Track และการลงทุนใน Data Center / Digital Infrastructure
  • หาก พ.ร.ก. เงินกู้ 2 แสนล้านบาทเพื่อการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าต่อ จะหนุนธีม Grid & Power Infrastructure, Clean Power & Utilities, Data Center & Digital Infrastructure และ Battery Ecosystem & EV Charging
  • Best Case ประเมิน SET Index ที่ 1,700 จุด อิง EPS 100 บาท/หุ้น หรือเติบโต 22% YoY และ PER 17.0 เท่า

ปัจจัยเสี่ยง

  • สถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาปะทุอาจดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้กดดันต้นทุน รวมถึงทำให้ sentiment สินทรัพย์เสี่ยงอ่อนตัว
  • ค่าเงินบาทมีความเสี่ยงผันผวนแรงในช่วงใกล้เลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หากเงินบาทพลิกมาแข็งค่าเร็ว อาจกดดันผลประกอบการของบริษัทส่งออก
  • Worst Case ประเมิน SET Index ที่ 1,560 จุด อิง EPS 95 บาท/หุ้น หรือเติบโต 16% YoY และ PER 16.5 เท่า หาก พ.ร.ก. เงินกู้ไม่ผ่าน อาจทำให้บางโครงการล่าช้าประมาณ 2–3 เดือน

แนวโน้ม/กลยุทธ์: Yuanta CIO ปรับคำแนะนำเป็น Neutral และ เลือกลงทุนลักษณะทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัว มากกว่าการไล่ซื้อทั้งตลาด โดยหุ้นแนะนำ ได้แก่ BBIK, BCH, BEM, CBG, GUNKUL และ SINGER

SET Index Mid-2027 Target Forecast Table

รูป: SET Index Mid-2027 Target Forecast Table

 

Yuanta Structured Product — Global Fixed Coupon Notes (Global FCN)

นอกเหนือจากการลงทุนในหุ้นโดยตรง Yuanta Wealth ยังนำเสนอ Global Fixed Coupon Notes (Global FCN) ซึ่งเป็นหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงหุ้นต่างประเทศ ออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากและตราสารหนี้ทั่วไป เหมาะสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) ตามเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ต้องการซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าตลาด หรือต้องการสร้างผลตอบแทนที่สูงในช่วงที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (Sideways)

 

Global FCN — ตะกร้าหุ้น AMAT / AVGO / NVDA

ภาพรวม: ผลิตภัณฑ์ Global FCN ล่าสุดที่ Yuanta นำเสนอ ณ วันที่ 2 ก.ค. 2569 อ้างอิงตะกร้าหุ้น 3 ตัว ได้แก่ Applied Materials (AMAT), Broadcom (AVGO) และ NVIDIA (NVDA) ซึ่งสอดคล้องกับ Yuanta CIO Investment Theme ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ

รายละเอียดตะกร้าหุ้น (Basket Details)

รายการรายละเอียด
UnderlyingAMAT, AVGO, NVDA
Coupon (p.a.)11.35% - 11.65%
KO Barrier95% Period End
Put Strike80%
KI Barrier60% Daily
Tenor3 Months
CurrencyUSD
IssuerNomura

 

ข้อมูลสำคัญของสินทรัพย์อ้างอิง

[AI generated] ตารางด้านล่างแสดงข้อมูลพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวในตะกร้า ณ วันที่ 2 ก.ค. 2569

ตัวชี้วัดNVDAAVGOAMAT
Market Cap (Bln)4,714.94,5332,610.4
Beta1.711.061.34
ROE (%)101.49171.4222.29
Dividend Yield (%)0.51%0.35%n.m.
DPS Growth 5Y (%)35.724.26n.m.
Forward P/E21.6735.2127.63
P/B24.1442.55.91
P/S18.710.13.51
EV/EBITDA27.827.915.8
D/E0.071.520.4134
Last Price194.83242.67ไม่ระบุ
Target Price302.18315.02ไม่ระบุ
Upside55%30%ไม่ระบุ

 

โครงสร้าง Payoff และสถานการณ์ตัวอย่าง

ผลตอบแทนของ Global FCN ขึ้นอยู่กับราคาของหุ้นอ้างอิง ณ วันครบกำหนด โดยแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลัก ได้แก่ รับคืนเป็นเงินสดพร้อมเงินต้นเต็มจำนวนและดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนด หรือรับคืนเป็นหุ้นอ้างอิงพร้อมดอกเบี้ย กรณีที่ราคาหุ้น ณ วันส่งมอบต่ำกว่า KI และราคาใช้สิทธิ (Strike Price) ผู้ลงทุนจะได้รับหุ้นที่ราคา Strike

FCN Case 1 Cash Redemption Payoff Diagram

รูป: FCN Case 1 Cash Redemption Payoff Diagram

FCN Case 2 Cash Redemption KI Breach Diagram

รูป: FCN Case 2 Cash Redemption KI Breach Diagram

FCN Case 3 Stock Redemption Worst Off Diagram

รูป: FCN Case 3 Stock Redemption Worst Off Diagram

FCN Case 4 Early Redemption Autocall Diagram

รูป: FCN Case 4 Early Redemption Autocall Diagram

หมายเหตุ: รายละเอียดของผลตอบแทนและสินทรัพย์อ้างอิงแปรเปลี่ยนไปตามวันและเวลาตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป นักลงทุนควรตรวจสอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจ

AI
AI Summary

บทสรุปจาก AI อ้างอิงโดยบทวิเคราะห์

ตลาดตราสารหนี้โลกเผชิญภาวะ Bear Flattening ภายใต้การนำของ Kevin Warsh ขณะที่ตราสารหนี้ไทยถูกกดดันจากเงินเฟ้อและ Bond Supply ที่เพิ่มขึ้น Yuanta CIO แนะนำ Neutral สำหรับ Global Fixed Income และ Slightly Underweight สำหรับตราสารหนี้ไทย พร้อมเน้นกลยุทธ์ Carry First, Duration Later และ Defensive Barbell ในช่วง Short-to-Intermediate Duration

ภาพรวมตราสารหนี้เดือนกรกฎาคม 2569

เดือนกรกฎาคม 2569 Yuanta CIO คงน้ำหนัก Neutral สำหรับ Global Fixed Income และ Slightly Underweight สำหรับตราสารหนี้ไทย โดยภาพรวมตลาดตราสารหนี้ทั้งโลกและไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาวะ Bear Flattening การส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมของเฟด และเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง กลยุทธ์หลักที่ Yuanta CIO ย้ำในเดือนนี้คือ "Carry First, Duration Later" ซึ่งเน้นการรับดอกเบี้ยระยะสั้นสูงและหลีกเลี่ยงการเพิ่ม Duration ยาวเชิงรุก

 

ตราสารหนี้โลก (Global Fixed Income) Neutral

ภาพรวม: ตราสารหนี้โลกในเดือนพฤษภาคมมีความผันผวนต่อเนื่อง หลัง ECB และ BOJ เดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่เฟดภายใต้การนำของ Kevin Warsh ได้นำ Alan Greenspan playbook มาใช้อย่างเต็มที่ ทำให้นักลงทุนต้องเผชิญกับภาวะ Bear Flattening ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ Dotplot ถูกขยับให้เห็นว่าปีนี้จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกราว 25 BPS โดย CME ล่าสุดประเมินว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเดือนกันยายน การสื่อสารที่น้อยลงของ Warsh ยังทำให้ตลาดต้องตีความตัวเลขเศรษฐกิจด้วยตนเองมากกว่าอิงจาก Fed Speech

Next 12M Return During Bear Flattening Regimes

รูป: Next 12M Return During Bear Flattening Regimes

จากกราฟ Next 12M Return During Bear Flattening Regimes พบว่าในภาวะ Bear Flattening ผลตอบแทน 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่เพียง 0.834% ซึ่งต่ำที่สุดในบรรดาทุก Regime เมื่อเทียบกับ Bear Steepening (3.043%), Bull Flattening (5.931%), Bull Steepening (8.545%) และค่าเฉลี่ย (4.588%) สะท้อนให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมปัจจุบันเป็นหนึ่งในช่วงที่ยากที่สุดสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้

ปัจจัยสนับสนุน

  • ตลาดสะท้อนความกลัวด้าน Stagflation ไปเป็นส่วนมากแล้ว ซึ่งเห็นได้ชัดจาก Core PCE Projection รอบการประชุมเฟดเดือนมิถุนายน ที่ใช้ Assumption ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงกว่า Consensus
  • หาก Task force ของ Kevin Warsh ส่งสัญญาณนำ Trimmed Mean PCE มาใช้เป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดการขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ตลาดตราสารหนี้กลับขาทันที เนื่องจากความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 จะหายไปในทันที

ปัจจัยเสี่ยง

  • ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดของ Bear Flattening เฟดอาจพลิกกลับมาขึ้นดอกเบี้ยได้ ซึ่งจะกดดันการลงทุนตราสารหนี้ในที่สุด
  • หากดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงยาวนานและกดดันความสามารถในการชำระหนี้ใน Private Credit อาจทำให้ Credit spread โดยรวมกว้างขึ้นได้ ภายใต้แนวทางการควบคุมสภาพคล่องส่วนเกินของ Kevin Warsh

แนวโน้ม/กลยุทธ์: Yuanta CIO คงคำแนะนำการลงทุนตราสารหนี้สำหรับ Satellite Portfolio ระยะ 12 เดือนขึ้นไป ด้วยน้ำหนัก Neutral เน้นกลยุทธ์ "Carry First, Duration Later" โดยเน้นดอกเบี้ยรับระยะสั้นระดับสูง พร้อมเลือกช่วงอายุ Short to Intermediate Duration, High Quality Credit และ Carry Income จัด Portfolio ลักษณะ Defensive Barbell ซึ่งเอียงไปทางด้าน Short-end และ Intermediate (3-5 ปี) สำหรับ Core Portfolio แนะนำให้นักลงทุนลงทุนผ่านกองทุน UGISFX-N โดยตั้ง Zone ทยอยลงทุนเมื่อ UST 10Y ปรับตัวขึ้นเหนือ 4.25% และทยอยลงทุนทุกครั้งที่แตะระดับเพิ่มขึ้นครั้งละ 0.25% เพื่อสร้าง Income ระยะยาว

 

ตราสารหนี้ไทย (Thailand Fixed Income) Slightly Underweight

ภาพรวม: ตราสารหนี้ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่กลับมากดดันผลตอบแทนที่แท้จริง ขณะที่เศรษฐกิจไทยแม้การส่งออกจะเติบโต แต่ก็ยังถูกปัจจัยด้านราคาพลังงานเข้ามากดดัน พรก. เงินกู้ที่ได้รับการอนุมัติ 4 แสนล้านบาท แม้จะมีการปรับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานราว 2 แสนล้านบาท ซึ่งดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว แต่ไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาด้านเงินเฟ้อในระยะสั้น ทำให้ "ผลตอบแทนคาดหวัง" ของการลงทุนในตราสารหนี้ไทยนั้นควรสูงกว่าระดับปัจจุบันที่ 2.02%

Thailand Inflation and TH-US Real Yield Spread

รูป: Thailand Inflation and TH-US Real Yield Spread

จากกราฟ Thailand Inflation and TH-US Real Yield Spread สะท้อนว่า Real Yield Spread ของไทยเทียบสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ในเขตที่ "Expensive" กว่าสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบ โดยพบว่าเงินเฟ้อเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผลตอบแทนคาดหวังของการลงทุนตราสารหนี้ในไทยควรสูงกว่าในปัจจุบันมากกว่านี้

ปัจจัยสนับสนุน

  • หากรัฐบาลไม่ได้ใช้วงเงินกู้เต็มจำนวนทันที หรือทยอยออกพันธบัตรแบบไม่กระจุกตัว แรงกดดันจาก Bond Supply อาจต่ำกว่าที่ตลาดกังวล และทำให้ TH 10Y Yield ปรับขึ้นจำกัด
  • หากพรก. เงินกู้ส่วนที่เหลือราว 2 แสนล้านบาทนำมาใช้ลดหย่อนค่าครองชีพในลักษณะเดียวกับที่ญี่ปุ่นทำในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคมที่ผ่านมา จะช่วยลดเงินเฟ้อได้และทำให้ระดับผลตอบแทนของ TH 10Y กลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจอีกครั้ง

ปัจจัยเสี่ยง

  • การพลิกกลับมาขึ้นดอกเบี้ยของ BOT หาก Policy Spread กับธนาคารกลางอื่นมีแนวโน้มกว้างขึ้น ซึ่งหากเงินเฟ้อยังยืนสูงนานและ GDP Growth ยังฟื้นได้จาก Export อาจเห็น BOT มีโอกาสขยาย Policy Space
  • Real Yield Spread ไทยเทียบสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ในเขตที่ "Expensive" กว่าสหรัฐฯ โดยเปรียบเทียบ ทำให้ Valuation ยังอยู่ในระดับ "Expensive"
  • แรงกดดันจากการขาดดุลและการออกพันธบัตรเพิ่มเติมยังเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่อง

แนวโน้ม/กลยุทธ์: Yuanta CIO คงมุมมอง Slightly Underweight ต่อ Thailand Fixed Income เพราะแม้นโยบายรัฐบาลจะหนุนตลาดหุ้น แต่ไม่ได้เป็นมิตรกับตลาดตราสารหนี้ กลยุทธ์ยังควรเน้นตราสารหนี้ไทยช่วงอายุสั้นถึงกลางมากกว่าการเพิ่ม Duration ยาวเชิงรุก โดยประเมินว่าความน่าสนใจจะกลับมาก็ต่อเมื่อตลาดตราสารหนี้โลกเริ่มสะท้อนภาพการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ มากขึ้น สำหรับด้านการลดดอกเบี้ยในช่วงต่อจากนี้ ประเมินว่า BOT อาจทำได้ค่อนข้างยากจาก Policy Space ที่จำกัดและเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

AI
AI Summary

บทสรุปจาก AI อ้างอิงโดยบทวิเคราะห์

พอร์ตตราสารหนี้โลกเดือนกรกฎาคม 2569 จัดสรรเป็นกลยุทธ์ Defensive Barbell ผสมหุ้นกู้ Investment Grade ระยะสั้นและระยะกลาง อายุเฉลี่ย 1.89 ปี ให้ YTM 4.01% สูงกว่าพันธบัตรสหรัฐฯ 2 ปี

ผู้ออกตราสารครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ JPMorgan, Apple, Walmart, 7-Eleven, Hyundai Capital และ Broadcom ทั้งหมดอยู่ในระดับ Investment Grade

ภาพรวมพอร์ตตราสารหนี้โลก

ในเดือนกรกฎาคม 2569 Yuanta แนะนำจัดพอร์ตตราสารหนี้โลกด้วยกลยุทธ์ Defensive Barbell โดยเน้นหุ้นกู้เอกชนคุณภาพสูงระดับ Investment Grade ทั้งในส่วน Short Duration และ Intermediate Duration เพื่อรองรับสภาวะ Bear Flattening ที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงช้า พอร์ตโดยรวมมีอายุตราสารเฉลี่ย 1.89 ปี และให้ผลตอบแทน (YTM) ที่ 4.01% ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี โดยผู้ออกตราสารกระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ธนาคาร เทคโนโลยี ค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ สินเชื่อยานยนต์ และเซมิคอนดักเตอร์

 

หลักการจัดพอร์ต: 4 เสาหลัก

กลยุทธ์ภาพรวม: Defensive Barbell

ภาพรวม: พอร์ตนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยลดลงช้า (Bear Flattening) โดยยึดหลัก 4 ประการ ดังนี้

  • Defensive Barbell: จัดพอร์ตเน้น Duration สั้นผสมระยะกลางรับดอกเบี้ยลดช้า
  • Carry First: พอร์ตนี้เน้น Yield ให้สูงและเน้นลงทุนในบริษัทคุณภาพดีสามารถชำระหนี้สินได้ในระยะยาว
  • Duration Later: อายุตราสารหนี้เฉลี่ยของพอร์ตโดยรวมคือ 1.89 ปี และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรสหรัฐฯ ที่อายุ 2 ปี
  • High Flexibility: กรณีดอกเบี้ยลดช้านักลงทุนได้รับ Carry yield ที่ 4.01% หากดอกเบี้ยลดเร็วนักลงทุนยังลุ้น Capital gain ได้ด้วยเช่นกัน

 

รายละเอียดตราสารทั้งหมดในพอร์ต

ตารางด้านล่างแสดงตราสารทุกรายการในพอร์ต Defensive Barbell ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 (หน่วย: USD)

Role Issuer ISIN Bond Name Min Size Price (Dirty) Coupon Tenor YTM S&P Moody's Fitch Callable
Short Duration JPMORGAN CHASE & CO US46625HRX07 JPM 3 5/8 12/01/27 2,000 100.22 3.625% 1.42 3.69% A- A2 A Y
Short Duration 7-ELEVEN INC USU81522AD31 SVELEV 1.3 02/10/28 2,000 96.51 1.30% 1.61 3.92% A- Baa2 - Y
Short Duration HYUNDAI CAPITAL AMERICA US44891CBT99 HYNMTR 1.8 0.1/10/28 2,000 97.57 1.53% 1.62 4.08% A- A3 A- Y
Short Duration HYUNDAI CAPITAL AMERICA US44891CBX02 HYNMTR 2 06/15/28 2,000 96.01 2.00% 1.96 4.19% A- A3 A- Y
Short Duration APPLE INC US037833EY27 AAPL 4 05/12/28 2,000 101.19 4.00% 1.87 3.66% A- A3 A- Y
Short Duration WALMART INC US931142EE96 WMT 3.7 06/26/28 2,000 100.21 3.70% 1.99 3.62% AA Aa2 AA Y
Med. Duration BROADCOM INC USU1109MAY22 AVGO 4 04/15/29 2,000 100.50 4.00% 2.88 4.01% A- A3 A- Y

 

รายละเอียดผู้ออกตราสาร: Short Duration

Hyundai Capital America — HYNMTR 1.8 & HYNMTR 2 (Short Duration)

ภาพรวม: Hyundai Capital America เป็นบริษัทสินเชื่อยานยนต์ในเครือ Hyundai Motor Group และเป็นหนึ่งใน 10 บริษัทสินเชื่อรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ให้บริการสินเชื่อรถยนต์ ลีสซิ่ง และสินเชื่อแก่ตัวแทนจำหน่าย เพื่อสนับสนุนการจำหน่ายรถยนต์ Hyundai, Kia และ Genesis

จุดแข็งเชิงกลยุทธ์

  • ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ สะท้อนจาก Affiliate Deposits และ Affiliate Borrowings
  • มีสภาพคล่องสูงและแหล่งเงินทุนหลากหลาย (ABS, Commercial Paper และ Bond)

เหตุผลที่ควรลงทุน

  • รับผลตอบแทน 4.05% บนเครดิตระดับ Investment Grade
  • อายุคงเหลือสั้นเพียง 1.62 ปี ช่วยลดความเสี่ยงจากดอกเบี้ย
  • คุณภาพลูกหนี้ยังแข็งแรง สะท้อนจาก Delinquency และ Charge-Off ที่อยู่ในระดับต่ำ
Financial Ratio ค่า
60+ Delinquency (ลูกหนี้ค้างชำระเกิน 60 วัน) 0.69%
Net Charge – Off (สัดส่วนหนี้ที่บริษัทเก็บเงินไม่ได้จริง หลังหักเงินที่กู้คืนกลับมาได้แล้ว) 1.18%
Unused Bank Lines 6.18B USD
Liquidity (Cash + Restricted Cash) 1.78B USD
Affiliate Deposits (กลุ่ม Hyundai ฝากเงินไว้) 1.93B USD
Affiliate Borrowings (กลุ่ม Hyundai ปล่อยกู้ให้) 2.70B USD
Net Income 161M USD
7-Eleven Inc — SVELEV 1.3 02/10/28 (Short Duration)

ภาพรวม: 7-Eleven Inc เป็นผู้ดำเนินธุรกิจร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้กลุ่ม Seven & i Holdings โดยมีสาขามากกว่า 80,000 แห่งทั่วโลก และเป็นผู้นำตลาดร้านสะดวกซื้อในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเอเชีย

จุดแข็งเชิงกลยุทธ์

  • ธุรกิจ Defensive และกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
  • ผู้นำธุรกิจร้านสะดวกซื้อระดับโลก
  • โครงสร้างหนี้อยู่ในระดับบริหารจัดการได้: Net Debt / EBITDA เพียง 2.7x ถือว่าต่ำกว่าระดับที่ Rating Agencies เริ่มกังวล และยังสอดคล้องกับเครดิตระดับ Investment Grade
  • Free Cash Flow แข็งแกร่ง

เหตุผลที่ควรลงทุน

  • เครดิตคุณภาพสูงระดับ Investment Grade
  • ความสามารถชำระดอกเบี้ยแข็งแกร่ง (Interest Coverage Ratio 8.5x)
  • อายุคงเหลือสั้น ลดความเสี่ยงดอกเบี้ย
Financial Ratio ค่า
Interest Coverage Ratio 8.5x
Debt to EBITDA 2.7x
Free Cash Flow 4.35 แสนล้านเยน
Current Ratio 0.66x
Walmart Inc — WMT 3.7 06/26/28 (Short Duration)

ภาพรวม: Walmart Inc เป็นผู้ค้าปลีกและค้าส่งรายใหญ่ของโลก ดำเนินธุรกิจผ่าน Walmart U.S., Walmart International และ Sam's Club โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์

จุดแข็งเชิงกลยุทธ์

  • ผู้นำธุรกิจค้าปลีกระดับโลก กระแสเงินสดสม่ำเสมอ
  • ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็น (Defensive Business)
  • ความสามารถในการแข่งขันสูง
  • ธุรกิจหลากหลายทั้งออฟไลน์และออนไลน์

เหตุผลที่ควรลงทุน

  • Interest Coverage สูง 12.87 เท่า สะท้อนความสามารถในการชำระดอกเบี้ยที่แข็งแกร่ง
  • Net Debt/EBITDA เพียง 1.21 เท่า แสดงถึงภาระหนี้ที่อยู่ในระดับเหมาะสม
  • มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสม่ำเสมอ สนับสนุนการชำระหนี้และคืนเงินต้น
  • เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพสูงของบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและกระแสเงินสดมั่นคง

Walmart and JPMorgan Bond Financial Ratios

รูป: Walmart and JPMorgan Bond Financial Ratios

JPMorgan Chase & Co — JPM 3 5/8 12/01/27 (Short Duration)

ภาพรวม: JPMorgan Chase & Co เป็นสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ ให้บริการด้านธนาคารพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการลงทุน การบริหารสินทรัพย์ และการบริหารความมั่งคั่งแก่ลูกค้าทั่วโลก

จุดแข็งเชิงกลยุทธ์

  • ผู้นำด้านธุรกิจการเงินระดับโลก
  • มีธุรกิจที่หลากหลาย ครอบคลุม Consumer Banking, Commercial Banking, Investment Banking, Markets และ Asset & Wealth Management ช่วยกระจายแหล่งรายได้และลดความผันผวนของผลประกอบการ

เหตุผลที่ควรลงทุน

  • Investment Grade (A/A2/A) ความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ
  • ฐานะเงินกองทุนแข็งแกร่ง (Tier 1 Capital Ratio 15.50%) ช่วยรองรับความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน
  • มีสภาพคล่องสูง (LCR 111%) สูงกว่าข้อกำหนดของ Basel III (ขั้นต่ำ 6%) สะท้อนความสามารถในการบริหารสภาพคล่องในภาวะวิกฤต
  • มีความสามารถในการสร้างผลกำไรอย่างต่อเนื่อง (ROE 16.39% และ ROA 1.27%)
Apple Inc — AAPL 4 05/12/28 (Short Duration)

ภาพรวม: Apple Inc เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ดำเนินธุรกิจออกแบบ พัฒนา และจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น iPhone, Mac, iPad, Apple Watch และ AirPods รวมถึงบริการดิจิทัลต่างๆ เช่น iCloud, Apple Music และ App Store

จุดแข็งเชิงกลยุทธ์

  • ฐานลูกค้าแข็งแกร่งและมีความภักดีต่อแบรนด์
  • รายได้กระจายทั้งฮาร์ดแวร์และบริการ
  • แบรนด์ระดับโลกและฐานลูกค้าขนาดใหญ่

เหตุผลที่ควรลงทุน

  • ความสามารถในการชำระดอกเบี้ยโดดเด่น (Interest Coverage 29.06x)
  • มีสถานะ Net Cash (Net Debt/EBITDA -0.15x) สะท้อนฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง
  • สร้างกระแสเงินสดได้อย่างต่อเนื่อง (Free Cash Flow/Share 8.77)
  • สภาพคล่องอยู่ในระดับดี (Current Ratio 1.07x)
  • เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเทคโนโลยีคุณภาพสูงที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตต่ำ

Apple Inc Bond Financial Ratios Short-end

รูป: Apple Inc Bond Financial Ratios Short-end

 

รายละเอียดผู้ออกตราสาร: Intermediate Duration

Broadcom Inc — AVGO 4 04/15/29 (Intermediate Duration)

ภาพรวม: Broadcom Inc เป็นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ดำเนินธุรกิจด้านการออกแบบและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors) และซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์กร (Infrastructure Software)

จุดแข็งเชิงกลยุทธ์

  • ผู้นำด้าน Semiconductor และ Infrastructure Software ระดับโลก
  • กระแสเงินสดแข็งแกร่งและรายได้หลากหลาย
  • ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ AI, Cloud และ Data Center

เหตุผลที่ควรลงทุน

  • YTM 4.01% บนเครดิตคุณภาพสูง (A-/A3)
  • Interest Coverage 10.82x และ Debt/EBITDA เพียง 1.48x
  • ความสามารถในการชำระหนี้แข็งแกร่ง
  • ช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มคุณภาพเครดิตของพอร์ต

Broadcom Bond Intermediate Portfolio Financial Ratios

รูป: Broadcom Bond Intermediate Portfolio Financial Ratios

 

ตัวอย่างพอร์ต Defensive Barbell จริง

ตัวอย่างการจัดพอร์ตจริง (Bond Quotes ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2569) ใช้เงินลงทุนรวม 60,000 USD (ราคา Dirty 58,478 USD) ประกอบด้วย 4 ตราสาร ได้แก่ HYNMTR 2 06/15/28, WMT 3.7 06/26/28, JPM 3 5/8 12/01/27 และ SVELEV 1.3 02/10/28 โดยพอร์ตมี Tenor เฉลี่ย 1.87 ปี และ YTM รวม 4.01% Coupon เฉลี่ย 3.04%

Investment Strategy

  • ลงทุนในหุ้นกู้ Investment Grade อายุเฉลี่ย 1.82 ปี เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย
  • คัดเลือกผู้ออกตราสารที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและกระจายการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม
  • เพิ่มผลตอบแทนของพอร์ตผ่าน Credit Spread ของหุ้นกู้เอกชน โดยยังคงรักษาคุณภาพเครดิตในระดับ Investment Grade
Issuer ISIN Bond Name Min Size Weight Price (Dirty) Coupon Tenor YTM S&P Moody's Fitch Callable
HYUNDAI CAPITAL AMERICA US44891CBX02 HYNMTR 2 06/15/28 2,000 30,000 96.01 2.00% 1.96 4.19% A- A3 A- Y
WALMART INC US931142EE96 WMT 3.7 06/26/28 2,000 10,000 100.21 3.70% 1.99 3.62% AA Aa2 AA Y
JPMORGAN CHASE & CO US46625HRX07 JPM 3 5/8 12/01/27 2,000 10,000 100.22 3.625% 1.42 3.69% A- A2 A Y
7-ELEVEN INC USU81522AD31 SVELEV 1.3 02/10/28 2,000 10,000 96.51 1.30% 1.61 3.92% A- Baa2 - Y
รวม - - - 60,000 58,478 3.04% 1.87 4.01% - - - -
AI
AI Summary

บทสรุปจาก AI อ้างอิงโดยบทวิเคราะห์

Yuanta CIO คงมุมมอง Neutral สำหรับทองคำ โดยประเมินราคาเป้าหมาย 12 เดือนที่ 4,399 ดอลลาร์/ออนซ์ และ 24 เดือนที่ 4,532 ดอลลาร์/ออนซ์ โดย Downside เริ่มจำกัดลงเมื่อ DXY อยู่ในกรอบ 100–110 แต่ยังแนะนำเพียง "ถือ" ในสัดส่วนไม่เกิน 5% ของพอร์ตเพื่อการกระจายความเสี่ยง ผ่าน DR อย่าง GOLD19

ภาพรวมทองคำประจำเดือนกรกฎาคม 2569

Yuanta CIO คงมุมมองทองคำที่ Neutral โดยแบบจำลองทางเศรษฐมิติที่ผสมผสาน VECM (5%), VAR (50%) และ ARMAX (45%) ประเมินราคาเป้าหมายทองคำในอีก 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ 4,399 ดอลลาร์/ออนซ์ และ 24 เดือนข้างหน้าที่ 4,532 ดอลลาร์/ออนซ์ แบบจำลองมีความสามารถในการอธิบายเฉลี่ยที่ 67% โดยมีตัวแปรหลักได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 2 ปีและ 10 ปี, ราคาน้ำมัน, geopolitical risk, Momentum, US CPI, US equity, recession probability และ Dollar Index แม้ว่าแบบจำลองจะสะท้อนว่าราคาทองคำยังมี upside ในเชิงโมเดล แต่ยังไม่มากพอที่จะเพิ่มน้ำหนักเชิงรุก

 

ทองคำ (Gold) Neutral

ภาพรวม (Overview)

Yuanta CIO คงจุดยืน Neutral สำหรับทองคำในเดือนกรกฎาคม 2569 โดยแบบจำลองประเมินราคาเป้าหมายกรณีฐาน (Base Case) ในอีก 12 เดือนที่ 4,399 ดอลลาร์/ออนซ์ (upside 7.07%) และ 24 เดือนที่ 4,532 ดอลลาร์/ออนซ์ (upside 9.80%) ปัจจัยหลักที่กดดันราคาทองคำขณะนี้คือ Dollar Index และท่าทีของ Fed ที่ยัง hawkish โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดประเมินว่า Fed อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม Downside ของทองคำเริ่มจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ Dollar Index อยู่ในกรอบ 100–110 ซึ่งข้อมูลในอดีตชี้ว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในอีก 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 14.58% และผลขาดทุนสูงสุดเฉลี่ยอยู่ที่ -8.59% ให้ค่า Return/Maximum Drawdown ที่ 1.697 เท่า ซึ่งดีกว่ากรอบ DXY อื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ

 

ราคาเป้าหมาย (Target Price)

Gold (XAUUSD) Scenario Next 12M Next 24M
Target price Upper 4818.90 5537.01
Base 4399.14 4532.18
Lower 3820.09 3811.50
Upside/Downside Upper 15.17% 26.17%
Base 7.07% 9.80%
Lower -7.01% -7.25%

 

การวิเคราะห์ผลตอบแทนและความเสี่ยงของทองคำ (Return & Risk Attribution)

ผลตอบแทนของทองคำในเชิง Attribution Analysis นับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน–สหรัฐฯ พบว่าทองคำไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงได้ดีเท่าที่ควร เนื่องจากการปรับตัวขึ้น–ลงของราคาเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสินทรัพย์ทางการเงินอื่น ๆ เช่น หุ้นและตราสารหนี้ ราคาทองคำในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–พฤษภาคมถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ตัวแปรหลัก ได้แก่ 1. Residual 2. Momentum และ 3. Risk & Uncertainty ซึ่งสะท้อนว่าแรงขับเคลื่อนส่วนใหญ่มาจากการเก็งกำไรของ Trader โดยเฉพาะจากฝั่งตะวันตก

Gold Return Attribution by Factor May 2026

รูป: Gold Return Attribution by Factor May 2026

นอกจากนี้ ความผันผวนย้อนหลัง 30 วันของทองคำในช่วงสงครามพุ่งสูงกว่าตราสารหนี้และตราสารทุนเป็นพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากพฤติกรรมในช่วง COVID-19 ปี 2020 และช่วงที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ยในปี 2022 ที่ทองคำทำหน้าที่กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า ทำให้ในมุมมองเชิงวิชาการ ทองคำมีลักษณะคล้าย "สินทรัพย์เสี่ยงประเภทหนึ่ง" มากกว่า safe haven ในช่วงที่ผ่านมา

 

อุปสงค์ทองคำ: Investment Flow ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ปริมาณทองคำที่ถูกซื้อขายใน 4Q25 อยู่ที่ 1,330.6 ตัน และลดลงมาที่ 1,195.9 ตันใน 1Q26 คิดเป็นการลดลง 10.12% ขณะที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 17.84% ในช่วงเดียวกัน สะท้อนว่าแรงซื้อเชิงปริมาณลดลงแต่ราคายังขึ้นได้จากแรง Investment Flow

ราคาทองคำถูกขับเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญจากกระแสเงินลงทุนจากอเมริกาเหนือ นับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา โดยปริมาณ ETF ที่ลงทุนในทองคำในปี 2025 ขยับขึ้นมาเป็น 89 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่ 4 พันล้านเหรียญ ถึง 2,125% อย่างไรก็ตาม Flow ดังกล่าวเปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์พบว่า Flow จากสหรัฐฯ ไหลออกจาก ETF ทองคำอย่างมีนัยสำคัญ โดยเม็ดเงินดังกล่าวถูกโยกเข้าสู่ 1. Energy ETF และ 2. ETF Technology Stock เป็นหลัก ซึ่งทั้งสองกลุ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามารับในช่วงสงคราม (กุมภาพันธ์–มีนาคม) ขณะที่ทองคำกลับไม่สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาได้

Global Gold ETF Flows by Region 2024–2026

รูป: Global Gold ETF Flows by Region 2024–2026

ดังนั้น ETF Flow สำหรับทองคำในช่วงต่อจากนี้จะยังเผชิญแรงกดดัน ไปจนกว่าจะเห็นทิศทางของ Fed ที่ชัดเจนมากขึ้นในเรื่องการขึ้น/คงดอกเบี้ย โดย Yuanta CIO ประเมินว่าอย่างน้อยต้องถึงราว 4Q26 จึงจะเริ่มเห็นแรงชะลอตัวในการ Redeem Gold ETF ทุเลาลง

 

อุปสงค์จากธนาคารกลาง: พึ่งพาได้ลดลง

จากแบบสำรวจของ World Gold Council ร่วมกับ YouGov พบว่าปัจจัยที่ทำให้ธนาคารกลางตัดสินใจปรับสัดส่วนทุนสำรองระหว่างประเทศ 4 อันดับแรก ได้แก่ ระดับดอกเบี้ยนโยบาย, ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์, ความกังวลด้านเงินเฟ้อ และปัญหาด้านภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในขณะที่ความเชื่อของธนาคารกลางสะท้อนว่าคาดหวังผลตอบแทนที่ดีของทองคำในช่วงที่ตลาดเกิดวิกฤต เป็นเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ และป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันราคาทองคำ "ไม่ได้ตอบโจทย์สิ่งที่ธนาคารกลางเชื่อ" โดยทองคำไม่ได้ช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อตามที่สำรวจ ประกอบกับ Correlation ระหว่างราคาทองคำกับ US 2Y, 10Y และ Dollar Index มีความสัมพันธ์ในทางลบอย่างมีนัยสำคัญในช่วงก่อน/หลังที่ Fed เตรียมขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ Flow จากธนาคารกลางเริ่มทรงตัวนับตั้งแต่ที่เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่าน

 

ความสามารถในการกระจายความเสี่ยง: ฟื้นตัวบางส่วน

เมื่อพิจารณา Correlation ของทองคำกับตลาดหุ้นโลกในปัจจุบัน พบว่าทองคำอยู่ใน TIER 1 ร่วมกับ Dollar, WTI และ Global Commodity โดยมีค่า Correlation ที่ +0.27 ซึ่งอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าทองคำ "เหมาะสม" สำหรับผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นโลก อย่างไรก็ตามมีข้อควรระวังว่าหากตลาดหุ้นโลกยังปรับตัวขึ้นต่อตามสมมติฐาน กลุ่มสินทรัพย์ TIER 1 นี้จะเป็นตัวกดอัตราผลตอบแทนโดยรวมให้ลดลงตามลำดับ

Asset Class Correlation to Global Equities Ranking

รูป: Asset Class Correlation to Global Equities Ranking

 

ปัจจัยสนับสนุน (Bull Case)

  • Dollar Index เริ่มอ่อนค่าลง: Sensitivity Analysis ชี้ว่าเมื่อ DXY อ่อนลง 1 จุด ราคาเป้าหมายทองคำในกรณีฐานมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นราว 339 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งมากกว่าผลกระทบเชิงลบจากกรณีที่ DXY แข็งค่าขึ้น 1 จุด สะท้อน Risk/Reward ที่ไม่สมมาตร
  • ความสามารถในการกระจายความเสี่ยงของทองคำฟื้นตัวบางส่วน หลังจากที่ก่อนหน้าทองคำเคลื่อนไหวคล้ายสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงสงคราม หาก Correlation กับสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาแยกตัวมากขึ้น ทองคำจะกลับมามีบทบาทในฐานะ portfolio diversifier ได้ดีขึ้น
  • Fed เปลี่ยนท่าทีเป็น dovish มากขึ้น จะเป็น catalyst ที่ชัดเจนในการเปิด Upside ให้ทองคำ

 

ปัจจัยเสี่ยง (Bear Case)

  • ทองคำในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ทำหน้าที่เป็น safe haven หรือ diversification asset ได้ดีเท่าที่นักลงทุนคาด หลังสงครามอิหร่าน–สหรัฐฯ ราคาทองคำเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสินทรัพย์ทางการเงินอื่นมากขึ้น ทั้งหุ้นและตราสารหนี้
  • ETF Flow จากฝั่งสหรัฐฯ มีความเสี่ยงไหลออกสู่ Technology ETF และ Energy ETF เมื่อนักลงทุนมองเห็นโอกาสการลงทุนอื่น ซึ่งอาจกดราคาทองคำต่อไปจนถึงราว 4Q26
  • อุปสงค์จากธนาคารกลางพึ่งพาได้น้อยลง เพราะทองคำไม่ได้ตอบโจทย์ความเชื่อของธนาคารกลางในด้านการป้องกันเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์ตามที่สำรวจ และ Flow เริ่มทรงตัวหลังความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน
  • ความเสี่ยงที่ดอกเบี้ยจะกลับมากดดันทองคำอีกครั้งในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า หาก Fed มีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงสิ้นปี 2026

 

จังหวะและกลยุทธ์การลงทุน (Implication & Strategy)

Yuanta CIO แบ่งกลยุทธ์การลงทุนในทองคำออกเป็น 3 แบบตามวัตถุประสงค์ ดังนี้

  • นักลงทุนที่ต้องการ Trading ระยะสั้น: สามารถลงทุนผ่าน GOLD19 ได้ แต่ควรจำกัดน้ำหนัก เนื่องจากเป็นการ Trading บนภาพ Dollar Index มีแนวโน้มแข็งค่า ทำให้การ Trading เป็นการเล่นบนกรอบขาลง
  • นักลงทุนระยะกลาง–ยาว: มุมมองเพียง "ถือ" สำหรับผู้ที่มีสัดส่วนทองคำในฐานะสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงอยู่ราว 5% ของพอร์ต และควรนับสัดส่วนรวมกับสินทรัพย์กระจายความเสี่ยงอื่น ๆ เช่น Commodity และ Defend theme mutual fund หรือ ETF
  • นักลงทุนที่ยังไม่มีสัดส่วนทองคำ: ณ ระดับปัจจุบันเริ่ม "พิจารณาเข้าลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงได้" ด้วยสัดส่วนไม่เกิน 5% ของ Portfolio โดยลงทุนผ่าน DR อย่าง GOLD19

โดยภาพรวม แม้ว่า Historical data จะชี้ว่า Upside อาจสูงได้ถึง 14.58% เมื่อ DXY อยู่ในกรอบ 100–110 แต่จากแบบจำลองกรณีฐาน upside อยู่ที่ 7.07% เท่านั้น ด้วยสมมติฐานทิศทางดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับขึ้นได้ Yuanta CIO จึงยังมองเป็นเพียง "ถือ" และใช้เพื่อการกระจายความเสี่ยงเท่านั้น

 

Historical Risk/Reward ของทองคำตามกรอบ Dollar Index

Dollar index range โอกาสที่ Dollar Index จะอยู่ในกรอบ ผลตอบแทนเฉลี่ยของทองคำในอีก 12 เดือนข้างหน้า ผลขาดทุนเฉลี่ยของทองคำในอีก 12 เดือนข้างหน้า Return / Maximum Drawdown (เท่า)
< 80 14.33% 5.56% -28.28% 0.197
> 80 to 90 26.48% 13.57% -26.92% 0.504
> 90 to 100 33.33% 7.86% -12.90% 0.609
> 100 to 110 18.38% 14.58% -8.59% 1.697
>110 7.48% 12.75% -3.47% 3.669

ต้องการดูภาพรวมทั้งเดือน?

เนื้อหานี้เป็นส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์ฉบับเต็มที่ครอบคลุมเนื้อหาทุก asset class

ดูมุมมองเพิ่มเติม

บทวิเคราะห์โดย

Danai Aroonkittichai

Danai Aroonkittichai

CFA

Visakorn Kirivan

Visakorn Kirivan

CFA, PhD

Natakit Karnkriangkrai

Natakit Karnkriangkrai

แชร์