บทสรุปจาก AI อ้างอิงโดยบทวิเคราะห์
ในเดือนสิงหาคม 2569 ทองคำนำตลาดด้วยผลตอบแทน +10.02% ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีโลกฟื้นตัวและ Yuanta Core-Satellite Portfolio ทำ MTD +3.30% สะสม +11.10% นับตั้งแต่เปิดตัว
นักลงทุนควรติดตามสัญญาณ Warning ของ Nonfarm Payrolls และ Retail Sales ซึ่งอาจกดดัน Composite Score และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยในระยะข้างหน้า
ภาพรวมผลตอบแทนสินทรัพย์
ในเดือนสิงหาคม 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2569) ทองคำครองตำแหน่งสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนสูงสุดด้วย +10.02% MTD ขณะที่ Global Equities ปรับขึ้น +2.91% และ Commodity ปรับขึ้น +6.16% (นำโดยกลุ่มโลหะ) ส่วน US Oil เป็นสินทรัพย์ที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม ปิดเดือนที่ -1.50% แม้ YTD ยังเป็นบวกที่ +45.25% ด้านตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เส้น Yield Curve แบนลง โดย 2Y ปรับขึ้น +9.8 bps มาอยู่ที่ 4.36% ขณะที่ 30Y ปรับลง -5.4 bps มาอยู่ที่ 5.21% และ Dollar Index ทรงตัวที่ -0.13%

รูป: Asset Classes YTD and August 2026 Performance
ภาพเดือนสิงหาคมแบ่งชัดเป็นสองช่วง ช่วงต้นถึงกลางเดือน ตลาดรับรู้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อกำลังผ่อนคลาย หลัง Trump ระงับแผนโจมตีอิหร่านเพื่อเปิดทางเจรจาเรื่อง Strait of Hormuz กดราคาน้ำมันลงต่ำกว่า $80/bbl ตั้งแต่ต้นเดือน ประกอบกับตัวเลขการจ้างงาน CPI และ PPI ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้ตลาดลดโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ลงเหลือ 31% อย่างไรก็ตาม ช่วงปลายเดือน Warsh ระบุในการประชุม Jackson Hole ว่า Fed ยังมีงานต้องทำเพื่อคุมเงินเฟ้อ ดันโอกาสขึ้นดอกเบี้ยกลับขึ้นไปที่ 56% และการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านไม่บรรลุข้อตกลง ทำให้ US Oil ดีดกลับจนปิดเดือนติดลบ
สินทรัพย์ที่โดดเด่น
ตลาดหุ้นโลกเดือนสิงหาคม (ข้อมูล ณ 28 สิงหาคม 2569):
- Taiwan Weighted นำตลาด +7.45% MTD (YTD +59.96%) ขับเคลื่อนโดยหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มรองอย่าง passive components ขณะที่ TSMC แทบไม่ขยับ
- Nasdaq +4.05% MTD (YTD +13.60%) กลุ่ม Software เป็นตัวนำแทนที่ Semiconductor โดย Palantir รายงานรายได้ 2Q26 เติบโต 93% YoY พร้อมปรับเพิ่มเป้าทั้งปี ดันราคาหุ้นขึ้นกว่า 50% ในเดือนเดียว
- S&P 500 +2.96% MTD ขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เหนือ 7,800 จุดในวันที่ 13 ส.ค. ตามตัวเลขเงินเฟ้อที่ผ่อนคลาย ก่อนโมเมนตัมจะแผ่วลงช่วงปลายเดือน
- Nikkei 225 +3.18% และ KOSPI +2.93% ฟื้นตัวหลังนักลงทุนมองว่าการปรับฐานในเดือน ก.ค. เกิดจาก sentiment มากกว่าปัจจัยพื้นฐาน
- DAX +3.67% นำตลาดยุโรปจาก SAP ที่ผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด
- Dow Jones +2.05% และ Russell 2000 +1.40%
- Hang Seng CEI -1.41% กลับตัวลงหลังผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนออกมาต่ำกว่าคาด
- SET -2.18% เป็นตลาดที่ปรับตัวลงมากที่สุดในภูมิภาค South Asia
- CAC 40 -1.27% ถูกกดดันจากน้ำหนักหุ้นกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูง
- Bovespa -1.31% และ Nifty 50 -0.85% ปรับตัวลงเช่นกัน
- FTSE 100 -0.40%

รูป: Global Stock Market Index Performance August 2026
US Sector — สินทรัพย์ที่โดดเด่นรายกลุ่มอุตสาหกรรม
- Materials +6.72% MTD นำ US Sector ทั้งหมด ตามราคาโลหะมีค่าที่พุ่งขึ้นแรง
- Technology +5.87% MTD กลับมานำตลาด โดยกลุ่ม Software เป็นตัวนำ ทั้ง Palantir, Salesforce และ CrowdStrike รายงานผลประกอบการดีกว่าคาด สะท้อน AI monetization ในฝั่งซอฟต์แวร์ที่ชัดเจนขึ้น ขณะที่ NVIDIA รายงานรายได้ $96.2 bn เติบโตกว่า 100% YoY
- Healthcare +5.23% MTD ได้แรงหนุนจาก Moderna ที่ราคาพุ่งขึ้น 177% ในวันเดียวเมื่อ 19 ส.ค. หลังผลทดสอบ Phase 3 วัคซีนมะเร็ง mRNA ออกมาเป็นบวก
- Energy +4.29% MTD ปรับขึ้นสวนทางราคาน้ำมันที่ปิดเดือนติดลบ จากค่าการกลั่นที่ขึ้นไปสูงสุดในรอบ 4 ปี
- Utility -4.05% MTD ปรับตัวลงมากที่สุดในกลุ่ม US Sector
- Industrial -1.54% MTD ปรับตัวลงเช่นกัน
- Consumer Staples -0.47% MTD ถูกกดดันจาก Walmart ที่ราคาร่วงกว่า 9% เมื่อ 20 ส.ค. หลังส่งสัญญาณเดินหน้าลดราคาสินค้าเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ซึ่งจะกดดัน margin ในช่วงปลายปี
- ในมิติ YTD Energy ยังคงนำด้วย +38.47% และ Technology +22.08% ส่วน Consumer Discretionary อยู่ที่ +0.32% และ Comm Services +1.34%

รูป: US Sector Performance YTD and August 2026
ปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทน
ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในเดือนสิงหาคม ได้แก่ การที่ Trump ระงับแผนโจมตีอิหร่านเพื่อเปิดทางเจรจาเรื่อง Strait of Hormuz ซึ่งกดราคาน้ำมันและลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในช่วงต้นเดือน ตามด้วยตัวเลขการจ้างงาน CPI และ PPI ที่ออกมาต่ำกว่าคาดในช่วงกลางเดือน ส่งผลให้ตลาดลดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ลงเหลือ 31% อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือน การส่งสัญญาณ Hawkish จากประธาน Fed (Warsh) ที่ Jackson Hole และความล้มเหลวของการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ดันโอกาสขึ้นดอกเบี้ยกลับขึ้นเป็น 56% และสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงสุดท้ายของเดือน นอกจากนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ขยายวงเงิน buyback พันธบัตรระยะยาวเป็นสองเท่า หนุนราคาพันธบัตรระยะยาว และทำให้เส้น Yield Curve แบนลง
ภาพรวม Economic Regime และ Risk Monitoring
ในมิติ Economic Regime (ข้อมูล ณ 25 สิงหาคม 2569) Eurozone มีการเปลี่ยนแปลงเด่นที่สุดหลัง Growth Momentum ถูกปรับดีขึ้น ทำให้ตำแหน่งขยับเข้าสู่ฝั่ง Soft Landing มากขึ้น ขณะที่จีนเคลื่อนขึ้นเข้าสู่ฝั่ง Reflation จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ส่วนไทย Growth Gap ปรับลดลงค่อนข้างชัด สอดคล้องกับทิศทางเงินเฟ้อที่เคลื่อนไหว สหรัฐฯ มีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ขณะที่ญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้นจาก Growth Momentum ที่เริ่มกลับมาพร้อมๆ กับเงินเฟ้อที่ชะลอตัว

รูป: Economic Regime Map and Macro Forecasts Table
ด้าน Risk Monitoring ในเดือนเดียวกัน Yuanta Strength Composite Score (YSCS) ลดลงจาก 93% (29 กรกฎาคม 2569) เหลือ 85% (25 สิงหาคม 2569) หลังตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจจริงบางส่วนเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอมากขึ้น โดย Nonfarm Payrolls ปรับลงเหลือ -23 (จากเดิม 57) และ Retail Sales MoM ลดลงเหลือ -0.6 (จากเดิม 0.2) ซึ่งทั้งสองตัวชี้วัดอยู่ในระดับ Warning ขณะที่ตัวชี้วัดฝั่งตลาดการเงิน อาทิ Yield Curve, Credit Spread และ Financial Condition ยังอยู่ในระดับ OK ส่วน VIX ปรับลดลงจาก 18.58 เหลือ 15.08 สะท้อนว่าตลาดยังไม่ได้ Price-in ความเสี่ยงต่อภาวะถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ แม้ความน่าจะเป็นการเกิด Recession ใน 12 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นจาก 20% เป็น 22%

รูป: Risk Monitoring Dashboard Market Health Snapshot
| Parameter for Composite Score | Current | Prev. Month | Signal |
| US10Y-3M | 0.94% | 0.91% | OK |
| US10Y-2Y | 0.47% | 0.42% | OK |
| Spread HY | 2.70 | 2.84 | OK |
| Spread IG | 0.81 | 0.81 | OK |
| VIX | 15.08 | 18.58 | OK |
| BB US Financial Condition | 1.252 | 1.143 | OK |
| BB US Economic surprise | 0.053 | 0.066 | Neutral |
| Citi Global Econ Surprise | 39 | 40.1 | Neutral |
| ISM Manufacturing PMI | 55.6 | 53.3 | OK |
| ISM Service PMI | 54.1 | 54 | Neutral |
| Initial Claim | 206 | 187 | OK |
| Nonfarm Payrolls | -23 | 57 | Warning |
| GDP QoQ | 1.5 | 1.5 | Neutral |
| Retail Sales MoM | -0.6 | 0.2 | Warning |
ผลตอบแทน Core-Satellite Portfolio ของ Yuanta CIO
Yuanta Core-Satellite Portfolio (เริ่มจัดตั้ง 16 เมษายน 2569) รายงานผลตอบแทนสะสม (Before fee) ที่ +11.10% โดยมี MTD Return ที่ +3.30% ซึ่งได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีที่ฟื้นตัว Maximum Drawdown อยู่ที่ -4.89% ณ จุดต่ำสุดวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 Winning Days Ratio อยู่ที่ 54.74% (ขึ้น 52 วัน / ลง 41 วัน) และ Annualized Volatility อยู่ที่ 13.01% ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ที่ 11.89% พอร์ตนี้เน้นใช้กองทุนเป็นสัดส่วน 2/3 พร้อมเสริมด้วย DR รายตัว 1/3

รูป: Core-Satellite Portfolio Cumulative Return August 2026
ความเสี่ยงและโอกาสการลงทุน
- Nonfarm Payrolls และ Retail Sales MoM อยู่ในระดับ Warning ซึ่งสะท้อนการชะลอตัวของตลาดแรงงานและการบริโภคในสหรัฐฯ ควรติดตามตัวชี้วัดทั้งสองนี้อย่างใกล้ชิดในระยะข้างหน้า
- ความน่าจะเป็นเกิด Recession ใน 12 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นจาก 20% เป็น 22% โดย YSCS ลดลงจาก 93% เหลือ 85% ตามตัวชี้วัดเศรษฐกิจจริงที่อ่อนแอ
- ทองคำทำผลตอบแทน +10.02% MTD โดดเด่นที่สุดในกลุ่มสินทรัพย์เดือนสิงหาคม สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
- หุ้นกลุ่ม Technology และ Software (Palantir, Salesforce, CrowdStrike) และ Healthcare (Moderna) นำตลาดด้วยปัจจัยพื้นฐานด้าน AI monetization และนวัตกรรมทางการแพทย์
- Taiwan Weighted (YTD +59.96%) ยังคงเป็น Outperformer ในภูมิภาค แม้จะเผชิญแรงขายบ้างในช่วงปลายเดือน
- ความแตกต่างของ Economic Regime ระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น โดยทิศทางเงินเฟ้อในแต่ละประเทศเริ่มแยกออกจากกันมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่กำหนดการจัดสรรสินทรัพย์ในระยะสั้น
- ไทย (SET -2.18% MTD) และตลาด Emerging Market อื่นๆ อย่าง Bovespa -1.31% และ Nifty 50 -0.85% อยู่ภายใต้แรงกดดัน สอดคล้องกับ Economic Regime ของไทยที่ Growth Gap ปรับลดลง
- กลุ่ม Utility (-4.05% MTD) และ Industrial (-1.54% MTD) ซึ่งเคยได้ประโยชน์จากธีม AI power ปรับตัวลงแรง ขณะที่ Consumer Staples (-0.47% MTD) เผชิญแรงกดดันจาก margin ของ Walmart ที่อาจลดลงในช่วงปลายปี
ต้องการดูภาพรวมทั้งสัปดาห์?
เนื้อหานี้เป็นส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์ฉบับเต็มที่ครอบคลุมเนื้อหาทุก asset class
ดูมุมมองเพิ่มเติมบทวิเคราะห์โดย
Danai Aroonkittichai
CFA
Visakorn Kirivan
CFA, PhD
Natakit Karnkriangkrai